ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มไลค์
ปั๊มไลค์ ปั้มวิว สำคัญไฉน? ตอนที่ 3: ระวัง! ลูกเพจหาย-ยอดไลค์ตก เพราะโฆษณาแฝง!

ปั๊มไลค์ ปั้มวิว สำคัญไฉน? ตอนที่ 3: ระวัง! ลูกเพจหาย-ยอดไลค์ตก เพราะโฆษณาแฝง!

ก่อนอื่นไม่มีตอนที่ 2 เหรอ? ไม่มีครับขอข้ามไปตอนที่ 3 เลย

มาต่อกับรายงานเรื่องเพิ่มไลค์ของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์กันต่อ เช่นเดียวกับที่แจ้งไว้เมื่อโพสต์ที่แล้ว เนื้อหาในโพสต์นี้ผมไม่ได้เขียนเอง แต่ก๊อปมาจากบทความของไทยรัฐออนไลน์ ที่ลงวันที่ 30 ต.ค. 2557 โดยจะใแทรกความคิดเห็นและประสบการณ์ของตัวเองลงไปตามที่เห็นควร ตามที่แจ้งขอข้ามมาตอนที่ 3 เลยละกันเพราะตอนที่ 2 ไม่ได้มีอะไรเป็นสาระสำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้าซักเท่าไหร่  หากต้องการอ่านเวอร์ชั่นต้นฉบับสามารถติดตามลิงค์ได้ในอ้างอิงด้านล่าง

มาติดตามข้อมูลแฉเบื้องลึก ปั๊มไลค์ ปั้มวิว กันต่อเลยครับ

หลายเพจตั้งต้น-ก่อร่างสร้างตัวตนมาจากความสนใจในประเด็นต่างๆ บวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอรูปแบบต่างๆ ทั้งเพจการ์ตูน สัตว์เลี้ยง มุกเสี่ยว เป็นต้น ทำให้ทั้งคอนเทนต์ (Content) และลีลาแน่นปึ้ก จนมีคนติดตามมากมาย ซึ่งความสำเร็จของการทำเพจลักษณะนี้ แน่นอนว่าย่อมมีสินค้า บริษัท หรือแบรนด์ต่างๆ ขอโดดมาแฝงตัวโฆษณา ด้วยการใช้คาแรกเตอร์เพจตัวเองเล่าเรื่องเหมือนเดิม แต่เป็นการเล่าเพื่อโยงไปสู่สินค้า-โปรโมชั่น-แคมเปญ ของแบรนด์นั้นๆ ในลักษณะ Product Placement…

ทำให้วันนี้ “ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” ของนำเสนอ EP.3 ของสกู๊ปซีรีส์ ปั๊มไลค์ โกงวิว สำคัญไฉน? ในบริบทของเพจที่ดังด้วยตัวเอง และมีคนมาซื้อโฆษณาว่าการรับงานโฆษณาลักษณะนี้ จะกระทบต่อยอดไลค์ที่สั่งสมมาหรือไม่ โดยลักษณะของโฆษณาแฝงมีหลายแบบ เช่น การให้ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเที่ยว แล้วให้เจ้าของเพจพูดถึงสายการบิน หรือสถานที่พักผ่อน ตลอดจนนำสินค้านั้นๆ มาอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง ก่อนจะมีลิงก์ของสินค้านั้นแปะร่วมด้วย

fb-like

 

เปิดใจเจ้าของเพจ “รับทรัพย์” หลังเพจดัง
จากการท่องโลกโซเชียลมีเดีย “ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” พบว่า เพจดังที่มียอดไลค์ตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน ไปกระทั่งหลักล้าน ต่างก็มีการรับโฆษณาแฝงมาเป็นระยะๆ โดยทีมข่าวติดต่อสัมภาษณ์เจ้าของเพจที่เกี่ยวกับการรีวิวเรื่องกินเรื่องเที่ยว ที่มีคนกดไลค์หลักแสนแล้ว ซึ่งเจ้าของเพจขอสงวนนาม และชื่อเพจ แต่พร้อมให้ข้อมูล โดยระบุว่า เพจของตนเองเริ่มมีคนติดต่อขอให้ไปรีวิวร้านอาหารให้ตั้งแต่มียอดไลค์ 20,000 ไลค์ เฉลี่ยในแต่ละเดือนจะมีคนติดต่อมาประมาณ 15 แห่ง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทาง และอื่นๆ ตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท ต่อครั้ง

ทั้งนี้ ไม่ได้รับรีวิวทั้งร้านที่ติดต่อเข้ามา แต่จะดูว่าเป็นที่น่าสนใจหรือไม่ เดินทางไปได้ และมีเวลา เพราะตนเองทำงานประจำ อย่างไรก็ตาม การรีวิวตามสถานที่ที่ติดต่อมานั้น จะเป็นลักษณะสบายๆ ไม่ซีเรียส ตามสไตล์ของเพจอยู่แล้ว ซึ่งจะไม่ใช่การยัดเยียดลูกเพจแบบ Hard Sale

example-of-advertising-products

“การมีคนติดต่อผมให้ไปรีวิว หลังจากมีคนตามเพจเยอะ มันเป็นผลพลอยได้มากกว่า และผมก็เลือกสถานที่ที่ไป นอกจากนี้ ไม่ได้เขียนเชียร์ว่าจะต้องไปกินร้านนี้ให้ได้ แต่ทีนี้หากร้านที่เชิญไปรีวิวอาหาร บางทีร้านสวย บรรยากาศได้ แต่อาหารไม่ค่อยอร่อย ผมก็จะเขียนแต่ข้อมูลมากกว่า เช่น เมนู การเดินทาง จะไม่ไปใส่เรื่องรสชาติอาหาร เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ถ้าเป็นรีวิวของตัวเองเลย ก็จะมีเขียนบ้าง เช่น อาหารแพงไป หรือเมนูแนะนำ ซึ่งการรีวิวทั้งสองแบบยอดไลค์ ยอดแชร์จะไม่แตกต่างกันมากนัก ถือว่าใกล้เคียง” เจ้าของเพจรีวิวเกี่ยวกับการกินและท่องเที่ยว กล่าว

สำรวจความเห็น ชาวโลกโซเชียลฯ “ยี้-ไม่ยี้” โฆษณาแฝงเพจดัง
“ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” สอบถามความคิดเห็นชาวเน็ตถึงความรู้สึก หลังจากที่ติดตามเพจดัง แล้วมีโฆษณาแฝง

มาร์ค อนิรุทธิ์ สังฆะมงคลกิจ เปิดเผยความรู้สึกว่า เวลาที่เจอเพจที่มีคนไลค์จำนวนมากๆ จะรู้สึกสนใจเพจนั้น อยากเข้าไปอ่าน ยิ่งมีคนร่วมไลค์ เมนต์ แชร์ ในเพจนั้นมากๆ ก็ยิ่งรู้สึกดึงดูด และหากชอบก็จะติดตามทันที ซึ่งมาร์คยอมรับยิ่งมีกิจกรรมร่วมสนุกในเพจด้วยก็จะชอบ เพราะดูน่าเชื่อถือว่าถ้าเราร่วมสนุก เราจะได้ของรางวัลแน่นอน ไม่โกง ไม่หลอก แต่ทั้งนี้ ก็ยอมรับว่า การกดไลค์นอกจากมีผลต่อความน่าเชื่อถือของเพจแล้ว ยังรู้สึกว่ามีผลต่อตัวเองด้วย เพราะถ้าคนกดไลค์เยอะจะทำให้รู้สึกว่า เพื่อนๆ ยังติดตามเราอยู่ ไม่ทิ้งหายกันไป แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ใส่ใจมาก ขอเป็นแค่เพื่อนสนิท ที่ใกล้ชิดกันก็พอที่เข้ามาไลค์ เมนต์ แชร์

ส้ม สมฤทัย แสนเสนาะ ระบุว่า ยอดไลค์บนเพจต่างๆ ของเฟซบุ๊กในอดีตช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี แต่ปัจจุบันมีการขายไลค์ ปั่นไลค์ บางเพจมียอดไลค์หลักหมื่น แต่รูปหรือสเตตัสกลับมีคนไลค์น้อยมากผิดปกติ จึงน่าสังเกตว่าความน่าเชื่อถือจากยอดไลค์อย่างเดียวคงจะไม่จริง ต้องดูคอมเมนต์ ดูเนื้อหาประกอบและใช้วิจารณญาณด้วย แต่คนส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่อ่านข้อมูล แต่ดูที่ยอดไลค์เป็นหลักอยู่ดี ขณะเดียวกันจะไม่ชอบเพจที่มีโฆษณาแฝงเท่าไหร่ แม้ว่าเพจนั้นจะเป็นเพจพวกการ์ตูนสนุกๆ แต่หากมีโฆษณาแฝงเยอะๆ ก็ไม่อยากติดตามต่อ หรือเพจที่มีเริ่มต้นจากการรีวิวสินค้าเพราะใช้เองจริงๆ แต่มีคนติดตามมาก มีชื่อเสียง ก็มักจะรีวิวสินค้าตัวจากแบรนด์เดิมๆ ตลอด เพราะเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทำให้ไม่ค่อยเชื่อถือมากเท่าไหร่ ถ้ามีริวิวสินค้าอื่นๆ

แนค สุทธินันท์ เฟื่องฟูพงษ์ กล่าวกับ “ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” ว่า ก่อนที่จะกดไลค์เพจ หรือเพจของสินค้าใดๆ มักจะเข้าไปดูรีวิวจากเว็บไซต์ หรือเว็บบอร์ดก่อนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะกดตามหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่าจำนวนไลค์ของเพจนั้นๆ มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าไลค์เยอะแสดงว่าเนื้อหาเพจอาจจะดี แต่หากเข้าไปดูแล้วไม่ชอบ หรือไม่มีความเคลื่อนไหวของลูกเพจมาก ก็ไม่คิดจะติดตาม ซึ่งที่เพจประเภทคำคม การ์ตูน คลิปวิดีโอ ที่มีคนไลค์เยอะๆ จนมีคนมาซื้อโฆษณานั้น ตนเองรับได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าโพสต์เนื้อหาที่โยงไปสู่สินค้ามากเกินไป จะรู้สึกอึดอัด และรบกวน เพราะรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด ไม่ค่อยโอเคเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจเลิกติดตามได้

แข ราวแข พรหมแพทย์ เปิดเผยว่า เวลาเจอเพจที่คนไลค์เยอะ จะรู้สึกว่าเพจนี้น่าสนใจ และน่าจะมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง แต่หากพบเพจที่ตัวเองติดตาม เช่น เพจการ์ตูน หรือเพจสัตว์เลี้ยงที่จะมีโฆษณาแฝงมาพ่วงด้วย จะรู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเหมือนมาเอากำไรจากลูกเพจ ทำให้มุมมองเปลี่ยน เพราะตั้งใจจะดูเรื่องราวของเพจนั้นๆ มากกว่า แต่พอมีโฆษณาแฝงเข้ามาก็รู้สึกไม่โอเคเท่าไหร่ แต่ยังไม่เลิกไม่ติด แค่ไม่สนใจโพสต์นั้น

“ขาโหด” เตือนต้องบาลานซ์ทั้งธุรกิจ-ความรู้สึกแฟนคลับ
อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด หรือที่รู้จักกันในนาม “ขาโหด” เปิดเผยกับ“ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เวลาทำเพจ โดยเฉพาะเพจที่เริ่มต้นมาจากความสร้างสรรค์ หรือความสนใจส่วนตัว จนทำให้มีคนติดตามจำนวนมากนั้น มีสิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องการรับโปรโมต หรือทำโฆษณาให้สินค้าแบรนด์ต่างๆ คือ ควรสร้างความสมดุลของการนำเสนอให้ดี เพราะต้องตระหนักว่าคนที่กำลังติดตามเรานั้น ตามเพราะว่าความชอบในสไตล์การนำเสนอ ชื่อชอบเรื่องราวของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณค่า แต่เมื่อใดที่มีโฆษณาแฝงที่เข้ามาในลักษณะ Product Placement ในเพจนั้นๆ อาจทำให้แฟนคลับของเรารู้สึกไม่ค่อยชอบ ในที่สุดก็อาจถอยห่างจากเพจไป

“มันอยู่ที่ว่า เวลาที่คุณทำเพจพวกนี้ ปล่อยให้ธุรกิจเข้ามาแบบไหน พอมี Social Media เข้ามา คุณสร้างสร้างมีคนติดตาม มันก็เป็นช่องทาง เป็นโอกาส พูดง่ายๆ มัน Make Money ได้ แต่คุณอย่าลืมว่าแฟนๆ ที่ตามคุณ พวกเขาต้องการคุณค่าจากเพจคุณแบบหนึ่ง แต่เมื่อมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยว ความบริสุทธิ์ของคุณค่าตรงนั้นอาจไม่ชัดเจน กลายเป็น Brand Damage ไป ละคร ซีรีส์ ที่มี Product Placement นางเอกใช้มือถือยี่ห้อนั้นนี้ คนดูจะรู้สึกไม่ชอบนะ แต่จะต้านหรือเปล่า ก็แล้วแต่ ถ้าทำได้เนียน คนก็ไม่ถอย แต่ถ้ามาเกินไป แฟนคลับจะไม่ชอบ” อ.ธันยวัชร์ กล่าว

kha-hod

 

ทั้งนี้ หากให้ “ขาโหด” แนะนำ หรือเตือนเจ้าของเพจลักษณะนี้นั้น อ.ธัญวัชย์ ระบุว่า ขอให้ทำให้เนียนที่สุด อย่าทำให้เป็นการค้ามาเกินไป พร้อมควรคำนึงด้วยว่า กว่าที่แต่ละเพจจะมีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก ต้องใช้เวลาจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกันอีก คนที่ติดตามคุณก็อาจมีส่วนร่วม (Engagement) ในเพจคุณน้อยลง

“พยายามทำให้แนบเนียบอย่าทำให้เป็นการค้าเกินไป คุณมีแฟนคลับก็จริง แต่ถ้ามีโฆษณามากๆ เมื่อคนเริ่มไม่โอเค Engagement ก็น้อยลง ซึ่งมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนแฟนคลับนะ มันอยู่ที่ Engagement มีคนมาร่วมไลค์ แชร์ เมนต์ แค่ไหน เมื่อเป็นเช่นนั้น แฟนคลับเราอาจรู้สึกว่า เอาเราไปช่วยทำมาหากินนี่หว่า ก็จะถอยห่างออกไป ซึ่งต้องระวังอย่างมาก เพราะกำลังเล่นกับความรู้สึกของผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภคเอง เชื่อว่าแยกแยะได้ ถ้ารับได้ก็บริโภคต่อไป” อ.ธัญวัชร์ กล่าว

“ทำให้เนียน และไม่ยัดเยียด” น่าจะเป็นข้อสรุปของการทำเพจที่เจ้าของยังต้องการคงคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังสามารถหารายได้เรียกว่า “ผลพลอยได้” จากความสามารถในประเด็น และการนำเสนอของตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้น หากมีโฆษณาแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องมากจนเกินไป หรือไม่แนบเนียบ ก็อาจทำให้ยอดไลค์ ยอดแชร์ และการติดตามเพจนั้นลดลง และนั่นหมายถึงสิ่งที่ทำมาทำหมดอาจลดคุณค่าลง หรือรายได้ที่จะได้จากแบรนด์ต่างๆ ก็ลดลงด้วย.

 

อ้างอิง ต้นฉบับ
ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 30 ต.ค. www.thairath.co.th/content/460022

Share this Story

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความเก่า

โพตส์ล่าสุด